Views: 0
คุณรู้ไหมว่าในแต่ละวัน คุณใช้เวลา 80% ไปกับกิจกรรมที่สร้างผลลัพธ์เพียง 20% ขององค์กร?
เมื่อความยุ่งไม่ใช่คำตอบ แต่ “การเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุด” คือกลยุทธ์ขององค์กรแห่งอนาคต
“องค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่องค์กรที่ทำทุกอย่าง แต่เป็นองค์กรที่เลือกทำเฉพาะสิ่งที่สร้างคุณค่าสูงสุด”
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการบริหารที่ผู้เขียนนำเสนอในหนังสือ “คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน” ซึ่งเน้นการสร้างระบบบริหารที่คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล มองภาพรวม และให้ทุกกิจกรรมสร้างคุณค่าแก่ลูกค้า มากกว่าการทำงานที่สูญเปล่า
“คุณกำลังบริหารองค์กร…หรือกำลังบริหารความยุ่ง?”
CEO หลายคนเริ่มงานตั้งแต่เช้าจนค่ำ
ประชุมทั้งวัน เซ็นเอกสารไม่หยุด ตอบไลน์ลูกค้าตลอดเวลา
แก้ปัญหาของพนักงานทุกเรื่อง
แต่เมื่อสิ้นปี…
กำไรกลับไม่เพิ่ม…พนักงานยังทำงานหนัก…ลูกค้ายังร้องเรียนเหมือนเดิม
องค์กรยังพึ่งพา CEO ทุกเรื่อง …คำถามสำคัญคือ
“สิ่งที่เราทำทั้งหมด…สร้างคุณค่าจริงหรือ?”
หลายองค์กรเข้าใจผิดว่า “ทำมาก = ได้มาก”
แต่ความจริงในโลกธุรกิจกลับตรงกันข้าม หลายครั้ง…20% ของกิจกรรม
กลับสร้างผลลัพธ์ถึง 80%
ในขณะที่อีก 80%…อาจเป็นเพียง “ความยุ่ง” ที่กินเวลา ต้นทุน และพลังงานขององค์กร
นี่คือหลักการ Pareto (80/20 Principle)
ซึ่งองค์กรระดับโลกใช้ในการตัดสินใจแทบทุกเรื่อง…ไม่ว่าจะเป็น
- ลูกค้าหลัก
- สินค้าหลัก
- กระบวนการหลัก
- บุคลากรหลัก
- โครงการหลัก
เพราะทุกอย่างไม่จำเป็นต้องมีความสำคัญเท่ากัน
“ยิ่งทำทุกอย่าง ยิ่งไม่มีเวลาทำสิ่งสำคัญ”
หลายองค์กรมีอาการคล้ายกัน…CEO กลายเป็น “ศูนย์กลางของทุกเรื่อง”
ทุกการอนุมัติ…ทุกการตัดสินใจ…ทุกปัญหา…ต้องรอผู้บริหาร
ผลคือ…องค์กรดูเหมือนขยัน…แต่กลับโตช้า
ตัวอย่างที่พบจริง
บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งหนึ่ง ประชุมผู้บริหารทุกวัน วันละเกือบ 3 ชั่วโมง
เมื่อวิเคราะห์กลับพบว่า
กว่า 70% เป็นการรายงานสถานะงาน…ไม่ใช่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
หลังปรับใหม่
- รายงานส่งล่วงหน้า
- ประชุมเฉพาะประเด็นที่ต้องตัดสินใจ
- กำหนดเวลาประชุมไม่เกิน 45 นาที
ผลลัพธ์คือ
ผู้บริหารมีเวลาลงพื้นที่…เห็นปัญหาหน้างานมากขึ้น…ตัดสินใจเร็วขึ้น
และสามารถลดปัญหาซ้ำได้อย่างชัดเจน
สิ่งที่ลดลง…ไม่ใช่ “งาน”…แต่คือ “ความสูญเปล่า”
เมื่อ Steve Jobs กลับมาบริหาร Apple ในปี ค.ศ. 1997 บริษัทมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 350 รายการ เขาลดเหลือเพียง 10 รายการ โดยบอกว่า ‘การตัดสินใจว่าจะไม่ทำอะไร สำคัญพอๆ กับการตัดสินใจว่าจะทำอะไร’ ผลลัพธ์ที่ได้คือ Apple พลิกจากการขาดทุน $1 พันล้านดอลลาร์ มาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก
อีกตัวอย่างหนึ่ง
บริษัทซอฟต์แวร์แห่งหนึ่งมีลูกค้ากว่า 500 ราย…เมื่อวิเคราะห์ข้อมูล…พบว่า
ลูกค้าเพียงประมาณ 20% แต่สร้างรายได้มากกว่า 75%
องค์กรจึงปรับกลยุทธ์
- เพิ่มทีมดูแลลูกค้าหลัก
- ออกบริการ Premium
- ใช้ระบบอัตโนมัติดูแลลูกค้าทั่วไป
ผลคือ
รายได้เพิ่ม…ต้นทุนลด…ลูกค้าพึงพอใจมากขึ้น
เพราะเลือกลงทุนในสิ่งที่สร้างคุณค่าสูงสุด
CEO ต้องเปลี่ยนจาก “ทำทุกเรื่อง” เป็น “เลือกเรื่องที่ใช่”
Doing Less…ไม่ใช่การทำงานน้อย
แต่คือ…การหยุดทำสิ่งที่ไม่สร้างคุณค่า
แล้วนำทรัพยากรทั้งหมด…ไปทุ่มกับสิ่งที่สร้างผลลัพธ์สูงสุด
คำถามที่ CEO ควรถามเสมอคือ
- งานนี้สร้างคุณค่าให้ลูกค้าหรือไม่
- งานนี้สร้างรายได้หรือไม่
- งานนี้ลดต้นทุนหรือไม่
- งานนี้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันหรือไม่
- ถ้าเลิกทำ จะเกิดผลเสียจริงหรือไม่
ถ้าคำตอบคือ “ไม่”
อาจถึงเวลาที่ต้องหยุดทำ…องค์กรชั้นนำจำนวนมากใช้แนวคิดนี้ เช่น
- ลดจำนวนสินค้าเพื่อเพิ่มคุณภาพ
- ลดขั้นตอนอนุมัติเพื่อเพิ่มความเร็ว
- ลดรายงานที่ไม่มีใครใช้
- ลดการประชุมที่ไม่ก่อให้เกิดการตัดสินใจ
ทั้งหมดคือ…การลด “กิจกรรม”…แต่เพิ่ม “คุณค่า”
ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดในหนังสือที่เน้นการบริหารแบบมองภาพรวม (Big Picture) การสร้างกระบวนการที่ชัดเจน และการกำจัดความสูญเปล่าในระบบ เพื่อให้ทุกกิจกรรมเชื่อมโยงกับความพึงพอใจของลูกค้าและความยั่งยืนขององค์กร
ถ้ายังเชื่อว่า “ทำทุกอย่างเองดีที่สุด”
องค์กรจะติดอยู่กับข้อจำกัดของคนเพียงคนเดียว
CEO จะเหนื่อยมากขึ้น…ผู้จัดการไม่เติบโต…พนักงานไม่กล้าตัดสินใจ
ต้นทุนสูงขึ้น…นวัตกรรมลดลง…ลูกค้ารอช้า
สุดท้าย
องค์กรจะเติบโตไม่ได้…เพราะทุกอย่างติดอยู่ที่ “คนเก่งเพียงคนเดียว”
แต่หาก CEO กล้าเปลี่ยน…จาก “ฉันต้องทำทุกอย่าง”
เป็น. “ฉันต้องสร้างระบบให้ทุกคนทำได้”
องค์กรจะเกิดสิ่งใหม่ทันที
- คนเก่งมีเวลาคิดอนาคต
- ผู้จัดการเติบโต
- พนักงานกล้าตัดสินใจ
- กระบวนการเร็วขึ้น
- ลูกค้าได้รับคุณค่ามากขึ้น
- กำไรเพิ่มโดยไม่ต้องทำงานหนักกว่าเดิม
นี่คือหัวใจของ…Doing Less, Getting More…และเป็นวิธีคิดขององค์กรที่ยั่งยืน
กรณีศึกษา: Toyota กับ Lean Thinking
Toyota Production System (TPS) คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ ‘ทำน้อยได้มาก’ ในโลกอุตสาหกรรม หลักการ Muda (ความสูญเปล่า) ของ Toyota กำหนดให้ขจัดกิจกรรมทุกอย่างที่ไม่เพิ่มมูลค่าให้ลูกค้า ผลลัพธ์คือ Toyota สามารถผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงกว่า ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และเวลาที่น้อยกว่าคู่แข่ง
หลักการ Lean ของ Toyota แบ่ง ‘ความสูญเปล่า’ ออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ การผลิตเกิน การรอคอย การขนส่ง การประมวลผลเกิน สินค้าคงคลังเกิน การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น และของเสีย — ซึ่งล้วนแต่เป็นตัวอย่างของ ‘การทำมากแต่ได้น้อย’ ทั้งสิ้น
5 คำถามที่ CEO ต้องถามตัวเองทุกสัปดาห์
- สัปดาห์นี้มีกิจกรรมอะไรที่ฉันทำเองแต่ทีมงานสามารถทำได้ดีกว่า?
- 20% ของลูกค้าที่สร้างกำไรมากที่สุด ได้รับความสนใจจากฉันพอหรือเปล่า?
- มีการประชุมหรือโปรเจกต์ไหนที่ควรยกเลิกได้แล้วแต่ยังไม่ยกเลิก?
- สัปดาห์นี้ฉันมีเวลา ‘คิดเชิงกลยุทธ์’ โดยปราศจากการรบกวนกี่ชั่วโมง?
- ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดที่ฉันต้องการเห็นภายใน 90 วันคืออะไร และสัปดาห์นี้ฉันทำอะไรเพื่อมันบ้าง?
บทสรุป
โลกธุรกิจยุคใหม่…ไม่ได้แข่งขันกันว่า…”ใครทำงานหนักที่สุด”
แต่แข่งขันกันว่า…”ใครเลือกทำสิ่งที่สำคัญที่สุดได้ดีกว่า”
หน้าที่ของ CEO…จึงไม่ใช่การเพิ่มงานให้คน…แต่คือ
- เลือกสิ่งที่สร้างคุณค่าสูงสุด
- ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก
- สร้างระบบที่ทำให้คนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ใช้ทรัพยากรทุกบาท ทุกคน และทุกนาที ให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด
เมื่อองค์กรเรียนรู้ที่จะ “ทำน้อยลงในสิ่งที่ไม่สำคัญ”
ก็จะมีพลังมากขึ้นในการ “ทำมากขึ้นในสิ่งที่สร้างคุณค่าจริง”
และนั่นคือเส้นทางขององค์กรที่เติบโตอย่างมั่นคง มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในระยะยาว.





